Loading

จริยธรรมการสื่อสารเพื่อโน้มน้าวใจ AD324 / PR321

จริยธรรมในการสื่อสารโน้มน้าวใจ เป็นสิ่งที่นักประชาสัมพันธ์หรือนักสื่อสารโน้มน้าวใจทุกคนที่พึงต้องระวังและระลึกถึงโดยสามารถแบ่งเป็นข้อคำนึงด้านจริยธรรมใหญ่ๆ เป็น 3 ข้อด้วยกัน

1. การโน้มน้าวใจด้วยวิธีการโฆษณาชวนเชื่อ PROPAGANDA

1. การโน้มน้าวใจด้วยวิธีการโฆษณาชวนเชื่อ PROPAGANDA ความแตกต่างระหว่างการโน้มน้าวใจกับการโฆษณาชวนเชื่อคือ การใช้กระบวนการและวิธีการโน้มน้าวใจ

1.1) การพูดคลุมไปหมด ไม่มีหลักฐานสนับสนุน ไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงจากสิ่งที่พูดออกมาได้

1.2) การพูดใส่ร้าย หรือ คำต้องห้าม ที่สร้างความเสียหายต่อบุคคล องค์กร สถาบันต่างๆ

1.3) การเสนอสารเพียงประโยชน์ของตน โดยไม่มีฝ่ายใดได้ประโยชน์นับเป็นการกระทำที่เอาเปรียบผู้อื่นและสังคม

1.4) การยกอ้างผู้มีชื่อเสียงมาสนับสนุนโดยไม่มีข้อสนับสนุนจริง เป็นการกล่าวถึงบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักได้รับการยอมรับต่อผู้คนในสังคม ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการชักจูงใจโน้มน้าวที่กล่าวโดยไม่ได้รับการยินยอมจากบุคคลที่นำมาอ้างอิง ส่งผลให้ผู้รับสารเกิดความเชื่อมั่นเข้าใจผิด และทำให้บุคคลที่ถูกกล่าวอ้างเสียผลประโยชน์หรือเกิดการเสียหายจากการโน้มน้าวใจได้

1.5) ทำตัวเข้ากับประชาชน ทั้งที่ตนเองไม่ได้มีความเท่าเทียมจริง เป็นการสร้างภาพพจน์องค์การหรือตัวบุคคลเพื่อเข้าถึงประชาชนโดยองค์การหรือบุคคลนั้นไม่ได้มีความจริงใจกับกลุ่มเป้าหมายเลย

1.6) การแสดงอาการลงเรือลำเดียวกัน แต่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องจริง เป็นวิธีการจูงใจที่แสดงถึงความเป็นพวกพ้องและชี้ให้เห็นว่าต่างฝ่ายต่างก็มีส่วนร่วมกันที่จะต้เองได้รับผลลัพธ์เดียวกัน อย่างไม่เป็นความจริง

1.7) การก่อความรู้สึกเชื่อมโยง เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มเป้าหมายและเมื่อเสร็จสิ้นก็ละทิ้งความสัมพันธ์ไปอย่างไม่ไยดี

2. การหลอกลวงเกี่ยวกับหลักฐาน

2. การหลอกลวงเกี่ยวกับหลักฐาน

การหลอกลวงเกี่ยวกับหลักบาน คือ การสร้างหลักฐานปลอมขึ้น เพื่อใช้สนับสนุนการสื่อสารเพื่อโน้มน้าวใจของตนเอง เป็นเจตนาที่ล่อลวงให้ผู้รับสารหลงเชื่อ

3. การสื่อสารโน้มน้าวที่ผิดศีลธรรม

3. สื่อสารโดยผิดศีลธรรม

3.1) การบูชาเหตุผลจนไร้เหตุผล เป็นการโน้มน้าวให้กลุ่มเป้าหมายเกิดการหลงเชื่อ คลั่งใคล้และงมงายกับสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้และเกิดผลเสียกับตัวกลุ่มเป้าหมาย

3.2) การโน้มน้าวใจโดยบีบบังคับทางจิตใจหรือกระทำ เป็นวิธีการข่มขู่หรือใช้การต่อรองที่ผู้โน้มน้าวได้ถือจุดอ่อน ไพ่ตาย หรือมีอิทธิพลมากกว่าข่มขู่ผู้มีอิทธิพลด้อยกว่า

3.3) การหลีกเลี่ยงด้วยการโกหกไปเรื่อยๆ เป็นการพูดพล่อย หรือการแต่งเรือสร้างสถานการณ์ให้กลุ่มผู้ถูกโน้มน้าวใจหลงเชื่อ ได้รับแต่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง

3.4) ไม่รับผิดชอบในคำพูด เมื่อผู้ถูกโน้มน้าใจหลงเชื่อแล้ว ภายหลังไม่เกิดผลดังที่ผู้โน้มน้าวใจบอกกล่าวรายงาน ผู้โน้มน้าวใจต้องมีส่วนในการรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

การเร้าอารมณ์ในการโน้มน้าวใจกับการผิดศีลธรรม

การเร้าอารมณ์ในการโน้มน้าวใจกับการผิดศีลธรรมเป็นผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่การสื่อสารโน้มน้าวใจสำเร็จแล้วและผลที่ตามมานั้นอาจจะยากต่อการแก้ไขได้ ดังนั้นผู้ที๋โน้มน้าวใจผู้รับสารไม่ว่าวิธีใดๆ จักต้องคำนึงว่าการเร้าอารมณ์ที่ผู้ส่งสารแสดงออกไปยังผู้รับสารนั้นจะไม่ทำให้ผู้รับสารเกิดลักษณะพฤติกรรม ดังต่อไปนี้

1. ผู้รับสารกลายเป็นผู้ที่ควบคุมตนเองไม่ได้จากอาการ คลั่งใคล้ เสพติด

2. ผู้รับสารไม่สามารถใช้ความคิดของตนเต็มที่เพราะถูกครอบงำในความคิดเห็นจากผู้ส่งสาร การสื่อสารโน้มน้าวใจที่ดีควรจะต้องให้เวลากลุ่มเป้าหมายมีโอกาสได้คิด ไตร่ตรองและปรึกษาผู้อื่นอย่างรอบคอบเสียก่อน

3. อารมณ์ของผู้รับสารที่เกิดจากการเร้าของผู้ส่งสารที่ไม่หายไปง่ายๆ เช่น เรื่องของอุดมการณ์ การยึดมั่นในศาสนา หรือวิถีชีวิตท้องถิ่นของตนเอง

4. ผู้รับสารที่เกิดอารมณ์ร่วม (อิน) อย่างรุนแรง โดยส่งผลออกมาในรูปแบบของการกระทำ และใช้ความรุนแรงเพื่อการบรรลุเป้าหมาย

5. ไม่เป็นผลดีต่อส่วนรวมและไม่เป็นประโยชน์ต่อผู็อื่น

ตัวอย่างโฆษณาประชาสัมพันธ์ของบริษัทประกันชีวิต ที่เคยถูกวิจารณ์จากนักวิชาการทางนิเทศศาสตร์ว่า มีความหมิ่นเหม่ต่อความผิดทางจริยธรรมของการสื่อสารชักจูงใจ

จากการศึกษาเรื่องจริยธรรมและการเร้าอารมณ์ในการสื่อสารเพื่อโน้มน้าวชักจูงใจนี้ พบว่ามีความผิดในข้อจริยธรรม คือ การสื่อสารเพียงประโยชน์ของตนบริษัทประกันเอง โดยไม่ได้ให้อะไรแก่กลุ่มสังคมหรือกลุ่มเด็กๆ นักแสดงนอกจากค่าจ้างโฆษณา ในมุมมองนี้ถูกมองว่านำเด็กๆ ที่ด้อยโอกาส เด็กที่มีความพิการทางร่างกาย มาหาประโยชน์เพื่อองค์กรของตนเอง

และในความไม่ถูกต้องของการเร้าอารมณ์นั้น ได้ก่อให้เกิดข้อไม่ควรข้อสุดทาย คือ การโน้มน้าวชักจูงใจดังกล่าวไม่ส่งผลประโยชน์ใดต่อผู้รับสาร นอกจากบริษัทประกันเอง

ปัจจุบันการสื่อสารการโน้มน้าวใจที่มีลักษณะความผิดตามจริยธรรมพบกันได้บ่อยจากสื่อ Social Media ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Hate Speech หรือ การนำเสนอภาพที่หลอกลวงแก่ผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของตนเอง การจะไม่เป็นผู้ตกเป็นเหยื่อถูกโน้มน้าวใจไปในทางที่ผิด คงมีเพียงแต่ต้องรู้เท่าทันการโน้มน้าวใจของผุู้สื่อสารมาเท่านั้น

หากนักศึกษาสนใจที่จะศึกษาเรื่อง hate speech สามารถเข้าอ่านบทความที่ลิงก์ด้านล่างเพิ่มเติมได้

http://thaipublica.org/2015/12/varakorn-140/

โดยสรุป จะพบว่า นอกจากหลักจริยธรรมที่ต้องคำนึงถึงแล้ว ยังต้องใส่ใจและรับผิดชอบกับการเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเร้าอารมณ์ของผุ้รับสารหรือผู้ที่ถูกจูงใจด้วย ดังนั้น ในการเป็นผู้โน้มน้าวชักจูงใจเป็นอาชีพ หรือ นักประชาสัมพันธ์ จะต้องสามารถคาดการณ์ถึงอนาคตจากพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายที่จะตามมาได้ จะอ้างว่าไม่รู้มิได้ และต้องทบทวนดูขอบเขตความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ว่าตนเองหรือองค์กรสามารถรับผิดชอบได้หรือไม่

-- End --

Created By
natthasith Siripunyathanakij
Appreciate

Report Abuse

If you feel that this video content violates the Adobe Terms of Use, you may report this content by filling out this quick form.

To report a copyright violation, please follow the DMCA section in the Terms of Use.