การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนห้วยเกรียบเพื่อประโยชน์อย่างยั่งยืน ชุมชนห้วยเกรียบ ตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

"การผลิตสินค้า O-TOP (การจักรสานหวาย)ของคนในชุมชนห้วยเกรียบ"
  • บ้านห้วยเกรียบเดิมเป็นพื้นที่รกร้าง ชื่อบ้านตำหรุ หมู่ที่ 5 ตำบลทองมงคล ชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้ส่วนมากอพยพมาจาก จ. นครศรีธรรมราช และ จ.เพชรบุรี อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ด้วยกัน ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2500 ได้เข้ามาจับจองพื้นที่ทำการเกษตร โดยเริ่มแรกมีประมาณ 7 ครอบครัว และในปี พ.ศ.2505 จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ประสบอุทกภัยที่แหลมตะลุมพุก มีพระธุดงค์ คือ พระพร้อม อิสวรรณโณ ได้ชักชวนชาวบ้านนครศรีธรรมราช ที่ประสบอุทกภัยจำนวนหนึ่ง อพยพมาตั้งรกรากทำมาหากินในบริเวณบ้านตำหรุเพิ่มมากขึ้น ทำให้เริ่มมีปัญหาเรื่องการจับจองที่ดินทำกินซ้ำซ้อนกันระหว่างชาวนครศรีธรรมราช และชาวเพชรบุรี แต่พระอาจารย์พร้อมได้ไกลเกลี่ยและจัดสรรแบ่งบันกันใหม่ ต่อมาบ้านตำหรุเปลี่ยนชื่อเป็นบ้านธรรมรัตน์ และในปี พ.ศ. 2516 บ้านห้วยเกรียบ แยกออกจากหมู่บ้านธรรมรัตน์เป็นหมู่ที่ 4 ตำบลทองมงคล ใช้ชื่อว่า บ้านห้วยเกรียบ เรียกตามสภาพภูมิประเทศ เนื่องจากในหมู่บ้านมีลำห้วย มีไม้ไผ่เกรียบ และหวายขึ้นอยู่ริมลำคลองตลอดแนวเป็นจำนวนมากและยกฐานะเป็นหมู่บ้านถูกต้องตามกฎหมายมีผู้ใหญ่บ้านปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2517ผู้ใหญ่บ้านคนแรก คือ นายฟอง แก้วนวล และปัจจุบัน คือ นายวัชรินทร์ จันทร์เดช
  • ประชากรและครัวเรือน ครัวเรือนทั้งสิ้น 210 ครัวเรือน ประชากรทั้งสิ้น 781 คน ชาย 395 หญิง 386 คนประชาชนนับถือศาสนาพุทธ

ชาวห้วยเกรียบยังคงดำเนินวิถีชีวิตตามประเพณีดั้งเดิม และมีการปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง คือ ประเพณีชิงเปรต (งานเทกระจาด สาร์ท เดือนสิบ ) ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ และวันแรม 15 ค่ำ ซึ่งเป็นประเพณีท้องถิ่นที่ชาวภาคใต้ ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสมานสามัคคี ความกตัญญู และใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

บ้านห้วยเกรียบ เป็นพื้นที่ราบ และมีภูเขาเล็กน้อย มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 15,000 ไร่ ลักษณะภูมิอากาศ มี 3 ฤดูกาล คือ ฤดูร้อน , ฤดูฝน และฤดูหนาว ได้รับลมมรสุมตามฤดูกาล และมีแหล่งน้ำผิวดินที่สำคัญ คือคลองยางขวาง คลองลำจริง ฝายน้ำล้นเนินทอง ฝายประชาอาสา สระน้ำ 5 ไร่ ดินมีความอุดม-สมบูรณ์เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม พืชที่ปลูกมากที่สุด คือ ยางพารา สับปะรด ปาล์มน้ำมัน สวนผลไม้

ประชาชนมีการสร้างภูมิคุ้มกันและเฝ้าระวังยาเสพติดโดยแบ่งคุ้มบ้านออกเป็น 7คุ้มบ้านดังนี้

  • คุ้มห้วยเกรียบพัฒนา
  • คุ้มร่วมใจพัฒนา
  • คุ้มไร่กลางพัฒนา
  • คุ้มหน้าโรงเรียน
  • คุ้มสามัคคี
  • คุ้มเนินทอง
  • คุ้มเพชรพัฒนา
➤การวิเคราะห์SWOTชุมชนจุดแข็ง

⦁ มีทุนทางสังคม

⦁ มีรูปแบบผลิตภัณฑ์เป็นของชุมชนเอง

⦁ มีระบบสาธารณูปโภคทั่วถึง

⦁ มีความสามามัคคีกับของคนคนในหมู่บ้าน

⦁ มีโรงผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพภายในชุมชน

➤การวิเคราะห์SWOTชุมชนจุดอ่อน

⦁ ขาดเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการผลิตสินค้า

⦁ เกิดปัญหายาเสพติดในชุมชน

⦁ ขาดความเข้าใจในการนำเทอโนโลยีมาใช้ในการเกษตร

➤การวิเคราะห์SWOTชุมชนโอกาส

⦁ มีหน่วยงานราชการเข้ามาให้ความรู้ในการสร้างผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น

⦁ มีแหล่งน้ำและผิวดินที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก

➤การวิเคราะห์SWOTชุมชนอุปสรรค

⦁ ต้นทุนในการซื้อทรัพยากรมาผลิตมีราคาสูง

⦁ ทรัพยากรทางธรรมชาติที่นำมาทำผลิตภัณฑ์ขาดแคลน

⦁ มีการแข่งขันทางการตลาดค่อนข้างสูง

➤ต้นทุนความดี

⦁ ผลิตภัณฑ์OTOPเครื่องจักสานหวายบ้านห้วยเกรียบ

✽ เครื่องจักสานหวายบ้านห้วยเกรียบ

เครื่องจักสานที่ทำจากหวาย ที่มีขนาดตั้งแต่เล็กเท่าฝ่ามือ จำพวกของที่ระลึกเป็นรูปทรงเครื่องมือทำมาหากิน ไปจนถึงขนาดใหญ่เป็นเก้าอี้เอนนอน กระบุง ตะกร้า แหล่งผลิตเครื่องจักสานหวายแหล่งใหญ่ก็ต้องเป็นที่ บ้านห้วยเกรียบ ซึ่งอยู่เลยแยกทางเข้า อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไปราวๆ 4 กิโลเมตร (ถ้าขาขึ้นจากชุมพร ก็จะถึงก่อนแยกบางสะพาน) จะเห็นร้านขายเครื่องหวายอยู่ริมถนนเป็นแถว มีสารพัดรูปแบบให้เลือกซื้อหามาใช้สอย

ประชาชนที่อยู่ในหมู่บ้านห้วยเกรียบ ส่วนใหญ่ย้ายอพยพมาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ได้ ฝึกวิธีการจักสานหวายต่อมาเมื่อได้อพยพโดยแยกครอบครัวมาประกอบกับพื้นที่บ้านห้วยเกรียบมีหวายเป็นจำนวนมาก จึงได้เกิดความคิดนำหวายมาจักสานโดยมีนายหวุ้น เป็นบรรพบุรุษที่มีความรู้ด้านการ จักสานหวาย โดยอันดับแรกได้ทำกระบุง บุ้งกี๋ เพื่อใช้สอยในครัวเรือน

ณ บ้านห้วยเกรียบในปี 2504 พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าและมีต้นหวายเกิดขึ้นตามธรรมชาติเป็นจำนวนมากและชาวบ้านที่มาอยู่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร เช่นปลูกขิง ข้าวโพด ข้าวไร่ ถั่ว พริก กะหล่ำปลี เมื่อเห็นว่าในป่ามีหวายมากจึงคิดจะหาอาชีพเสริมนายหวุ้น จึงคิดทำบุ้งกี๋เพื่อใช้เอง แต่เมื่อผลิตได้มากๆ จึงได้ไปติดต่อร้านค้าเพื่อนำบุ้งกี๋ไปขายให้กับร้านขายวัสดุก่อสร้าง เมื่อมีการจำหน่ายได้จึงมีการถ่ายทอดวิชาการจักสานบุ้งกี๋ให้กับชาวบ้าน ต่อมาร้านค้าไม่นิยมใช้บุ้งกี๋จากหวายเนื่องจากมีการแตกหักและประกอบกับมีบุ้งกี๋พลาสติกเข้ามาแย่งชิงตลาด ทางกลุ่มเริ่มจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้น้อย

✽ตะกร้าชะลอมใส่สัปรสที่มีขายอยู่แห่งเดียวในประเทศ

⦁ปี พ.ศ. 2524 มีการก่อตั้งกลุ่มจักสานขึ้น จึงได้มีความคิดว่าควรจะทำเป็นเข่งขึ้นมาเพื่อนำเอาไปใส่พืชผลทางการเกษตรจากไร่ ต่อมาได้มีหน่วยงานราชการคืออุตสาหกรรมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้มาช่วยสอนการทำผลิตภัณฑ์ให้ละเอียดขึ้นเช่น ตะกร้าผลไม้ กระจาด แบบเรียบๆ นำออกจำหน่ายแต่จำหน่ายได้ไม่มากนัก ต่อมานายสว่าง หยูเอียด ประธานกลุ่ม จึงได้คิดทำแบบลงลวดลายเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้า ด้วยการนำหวายดำและหวายขาวมาเป็นส่วนประกอบการทำลวดลาย แล้วแต่จะคิดเป็นลวดลายอะไร

✽ลวดลายจากหวายในรูปแบบต่างๆ

ปี พ.ศ.2526 นายจรูญ ทองมี ซึ่งเป็นครูที่โรงเรียนบ้านธรรมรัตน์ได้มาแนะนำให้ไปปรึกษาสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบางสะพานเพื่อขอคำปรึกษาโดยการจัดตั้งกลุ่มครั้งแรกมีสมาชิก 13 คน โดยไม่มีเงินทุนซึ่งนายสว่างได้เป็นประธานกลุ่ม และได้นำทุนส่วนตัวมาใช้เป็นทุน กลุ่มมีการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ตามความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ปี 2544 หวายในพื้นที่เริ่มลดจำนวนลง เนื่องจากผลิตภัณฑ์ได้รับความนิยมมาก จำหน่ายได้มาก จึงได้มีการปลูกหวายทดแทนขึ้น แต่ผลผลิตยังไม่ได้คุณภาพ จึงได้มีการนำเข้าหวายจากจังหวัดระนอง เพื่อเป็นวัตถุดิบในการทำเครื่องจักสาน

ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกจำนวน 52 คน มีเงินทุนในการบริหารจัดการทั้งหมดจำนวน 160,000 บาท ดังนี้

⦁ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบางสะพาน 55,000 บาท

⦁ โครงการ กินดี อยู่ดี มีสุข 30,000 บาท

⦁ พมจ. 15,000 บาท

▶แหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์

- ส่งร้านค้าริมทางในชุมชนและส่งจำหน่ายในเครือข่ายต่างจังหวัด พังงา/ภูเก็ต/นครศรีธรรมราช

- เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ทางเว็บไซด์

- ร้านค้าในจังหวัด ศูนย์จำหน่าย OTOP เขาโพธิ์

✽กลุ่มอาชีพ ( เพาะเห็ด,เลี้ยงไก่,เลี้ยงปลา )

จัดตั้งขึ้นเมื่อ ปี 2545 โดยการสนับสนุนเงินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตำบลสะแลน โดยเป็นการกู้ยืมจาก อบต. แบ่งกัน 3 กลุ่มอาชีพ เพาะเห็ด เลี้ยงปลา และเลี้ยงไก่

-วัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง คือ เพื่อส่งเสริมในการประกอบอาชีพเสริมให้กับครัวเรือน และเป็นการผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 47 คน การเพาะเห็ดแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ แบบกองเตี้ย และแบบโรงเรือน

-แหล่งจำหน่ายเห็ด

⦁ มีพ่อค้าคนกลางมารับสินค้า

⦁ ส่งออกตลาด

-การดำเนินงานของกลุ่ม บริหารงานในรูปของคณะกรรมการจัดสรรเงินให้กับสมาชิกในการดำเนินงาน ซึ่งมีการหารือ และช่วยเหลือกันในหมู่สมาชิก ตลอดจนมีการจัดหาตลาดในการจำหน่ายผลผลิตด้วย ซึ่งมีทั้งจำหน่ายในพื้นที่และจำหน่ายส่ง

➤การวิเคราะห์แนวทางการแก้ไขปัญหาในชุมชน

⦁มีกาารจัดตั้งประชุมเพื่อทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในชุมชน แล้วนำปัญหาหลักนำมาแก้ไข

⦁มีการจัดหานักวิชาการให้ความรู้เพิ่มเติมในเรื่องการผลิต การใช้เครื่องเทคโนโลยีการเกษตร

⦁มีการจัดตั้งอบรม เยาวชน เพื่อเป็นการลดปัญหายาเสพติดภายในชุมชนให้รู้ถึง โทษของยาเสพติด

➤ นักศึกษาได้อะไรจากการทรายงาน

⦁จากการไปลงพื้นที่ศึกษานั้น ทำให้ทราบถึงข้อมูลทั่วไปของชุมชนบ้านห้วยเกรียบ ประวัติความเป็นมาของชุมชน ได้ทราบถึงความเป็นอยู่กันภายในชุมชน และได้รู้ถึงกลุ่มภายในชุมชนต่างๆ เช่น กลุ่มจักรสาน กลุ่มเพาะเลี้ยงเห็ด ปลา ไก่ซึ่งช่วยเรื่องของการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและเป็นตัวเลือกหนึ่งในประกอบอาชีพของคนในพื้นที่ โดยที่ทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน แบ่งปันข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทำตระกร้าหวายสานที่มีการสืบสอนรุ่นต่อรุ่น ทำให้มองเห็นถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชน ส่วนใหญ่แล้วจะประกอบอาชีพ เกษตรกร ทำสวน ขายหวายสานและมีกิจกรรมภายในชุมชน กีฬาชุมชน ที่เป็นการส่งเสริมให้คนในพื้นที่ มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมร่วมกัน แสดงให้เห็นการมีส่วนร่วม ความสามัคคี กันภายในชุมชน

⦁ ความรู้ที่ท่านได้จากการลงพื้นที่ชุมชนสามารถพัฒนาประเทศไทยให้เข้าสู่การพัฒนาประเทศแบบ4.0 อย่างไร

ไทยแลนด์ 4.0เป็นการบริหารประเทศบนวิสัยทัศน์ที่ ว่า “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”ประเทศไทย 4.0” เป็นความมุ่งมั่นของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ไปสู่ “Value–Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” โดยมีฐานคิดหลัก คือ เปลี่ยนจากการผลิตสินค้า“โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” .เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม และเปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้า ไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น

ซึ่งความรู้ที่กลุ่มของดิฉันได้จากการลงพื้นที่ในชุมชนบ้านห้วยเกรียบ สามารถนำมาพัฒนาประเทศไทยให้เข้าสู่การพัฒนาประเทศ4.0ได้ดังนี้

⦁ เอกลักษณ์ที่มีความโดดเด่นของชุมชนบ้านห้วยเกรียบคือ เครื่องจักสานที่ทำจากหวาย โดยให้คนในชุมชนที่มีความรู้ความสามารถหรือมีทักษะที่ชำนาญการถ่ายทอดความรู้ให้แก่คนในจังหวัด ตลอดจนเป็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิต เพื่อลดแรงงานคน

⦁ นำธุรกิจ หรือเครื่องจักสานส่งออกต่างประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้และชื่อเสียงให้กับประเทศ

⦁ คนในชุมชนมีความร่ำรวยขึ้นจากการทำสินค้าหรือผลิตภัณฑ์จักสานที่ทำจากหวาย

คณะผู้จัดทำ

  • นางสาว อารญา เทศเซ็น
  • นางสาว อัจจิมา งามขำ
  • นางสาว รสสุคนธ์ ทนเหมาะ
  • นางสาว มณีรัตน์ ตรีรส
  • นางสาว ประภาวี จันทร์เดช
  • นางสาว วราภรณ์ แก้วสุขศรี
  • นางสาว ณัฐฏิญา ธราพร
Created By
Nattiya Taraporn
Appreciate

Made with Adobe Slate

Make your words and images move.

Get Slate

Report Abuse

If you feel that this video content violates the Adobe Terms of Use, you may report this content by filling out this quick form.

To report a Copyright Violation, please follow Section 17 in the Terms of Use.